ทำความรู้จัก Google Directory และ Dmoz Open Directory

หลายคนไม่เคยรู้ว่า Search Engine ส่วนใหญ่ต่างก็มี Directory เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Google, Yahoo, Microsoft ถึงแม้วันนี้จะได้ปิด Service ไปเพื่อให้บริการ Search Engine อย่างเต็มรูปแบบก็ตาม แต่ก็ไม่อาจลืม Directory ที่โด่งดังอย่าง Dmoz Open Directory (Dmoz.org) ได้เลย เรียกได้ว่า เว็บไหนก็ตามที่ได้รับการอนุมัติให้อยู่ในสารบัญเว็บไซต์ของ Dmoz เหมือนได้บัตร VIP ในการทำ SEO ของ Google เลยทีเดียว

Google Directory

Google มีระบบ Search Engine ที่พัฒนาแล้วก็จริง แต่เนื่องจากฐานข้อมูลเว็บไซต์ของ Google ในระบบการค้นหานั้น เป็นการนำเข้าอัติโนมัติโดย Google Spider ซึ่งยังไม่สามารถวิเคราะห์จำแนกหมวดหมู่เว็บไซต์ได้ดี จึงได้มีการจัดทำเว็บ Directory ด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า Google directory

ในครั้งนั้น Dmoz.org จัดได้ว่าเป็น เว็บไดเร็คทอรี่ ที่มีคุณภาพมากที่สุด เพราะทุกเว็บจะต้องได้รับการอนุมัติเว็บไซต์ด้วยเจ้าหน้าที่เท่านั้น มีการตรวจสอบเว็บไซต์จริง Google จึงได้ให้ความสำคัญกับ Dmoz มาก ถึงกับร่วมใช้ฐานข้อมูลของ Dmoz ในการขับเคลื่อน Google directory และยังให้ความสำคัญจัดอันดับเว็บไซต์ที่อยู่ในฐานข้อมูลของ Dmoz เช่นกัน

ในช่วงเวลานั้นหลายๆเว็บไซต์ ที่ต้องการติดอันดับใน Google Search Engine จึงมีความพยาม Submit Directory กับ Dmoz ให้ได้ แต่เมื่อ Google ได้พัฒนาระบบ Search Engine ได้สมบูรณ์แล้ว จึงได้ประกาศยุติ Google Directory และแจ้งผู้ใช้งานว่า หากต้องการใช้งาน Directory สามารถเข้าช้งานได้ที่เว็บไซต์ Dmoz.org

Dmoz Open Directory หรือ Dmoz.org

เว็บไดเร็คทอรี่ ที่ได้รับการสนับสนุนจากเว็บชื่อดัง AOL.com ซึ่งการจัดเก็บรวมรวมข้อมูลเว็บไซต์ต่างๆ ต้องได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่เท่านั้น นับได้ว่าเป็นเว็บไดเร็คทอรี่ที่ได้รับการอนุมัติยากที่สุด แต่หากได้รับการอนุมัติแล้วเว็บของคุณก็จะได้รับการันตีอย่างดี

ทั้งนี้ Dmoz เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1998 และได้ยุติการทำงาน ประกาศปิดตัวไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2017 เนื่องจาก Aol.com ไม่ให้การสนับสนุนต่อ แต่ทั้งนี้แม้ตัวเว็บไซต์เดิมจะปิดการใช้งานไป Dmoz ก็ได้มีความพยามพัฒนาต่อโดยใช้ชื่อเว็บไซต์ใหม่แทน คือ dmoztools.net แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งท้ายที่สุดพัฒนามาเป็น Curlie.org

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง Google Directory และ Dmoz Open Directory  จะเห็นได้ว่า Search Engine และ Directory ทำงานบนฐานข้อมูลเหมือนกัน แต่ แพลตฟอร์มระบบการทำงานต่างกัน จึงไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ แต่สามารถใช้ฐานข้อมูลพัฒนาการวิเคราะห์ประมวลผลร่วมกันได้

โดย Search Engine จะให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นหลัก ส่วนเว็บ Directory จะช่วยให้ Search Engine รู้จักเว็บไซต์มากขึ้น ว่าอยู่หมวดหมู่ไหน ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ และส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บไซต์