เว็บไดเร็คทอรี่ , Web Directory , สารบัญเว็บไซต์ ประเทศไทย

Web Directory เป็น Backlink ที่ดีในการทำ SEO จริงหรือ

Web Directory ยังถือว่าเป็นประโยชน์โดยมากสำหรับ SEO แม้ว่า Google จะออก Algorithm หลายเวอร์ชั่น ทำการตรวจจับ Backlink ไม่ดีต่างๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ คัดกรอง คุณภาพและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ทั้งนี้เพราะ Backlink ที่ดี ก็ยังคงมีส่วนสำคัญในการทำ SEO เพื่อดันอันดับเว็บไซต์ และ Backlink จาก Web Directory จัดว่าเป็นลิงค์ที่ดี โดยที่ไม่ต้องคัดกรอง และยังคงเป็นที่นิยมใช้ในการทำ SEO มาตลอด

ในวันที่แบ็คลิงค์ต่างๆ ลดหายไป แต่ลิงค์จากเว็บไดเร็คทอรี่จะยังคงอยู่ หรือแม้จะมี Algorithm ใหม่ๆ ลดความสำคัญแบ็คลิงค์ต่างๆลง แต่ลิงค์จากเว็บไดเรกทอรี่ จะยังคงคุณภาพเหมือนเดิม พร้อมเป็นฐานลิงค์ที่ช่วยให้เว็บอยู่ได้ในทุกๆ Google Algorithm

Web Directory เป็น Backlink ที่ดีในการทำ SEO จริงหรือ

Backlink จาก Web Directory ดีอย่างไร

1. แบ็คลิงค์ทางเดียว (One Way Backlinks) : การที่เราได้รับแบ็คลิงค์ทางเดียว ไม่ว่าจะจากลิงค์ประเภทไหนก็ตาม จะทำให้เราได้ทำให้เราได้ค่าความนิยมเว็บไซต์ (link popularity) เต็มๆ

2. ลิงค์ถาวร (Permanent Links) : เว็บไซต์ทั่วไปมักจะมีการปรับปรุงเว็บ เปลี่ยนรูปเว็บแบบใหม่ๆ ตลอดเวลา มีการเพิ่มลบเนื้อหา ทำให้แบ็คลิงค์จากเว็บเหล่านั้นมีโอกาสถูกลบได้ง่าย ต่างจากเว็บไดเร็คทอรี่ที่คงรูปแบบเดิมตั้งแต่แรก มีความเปลี่ยนแปลงน้อยมาก Backlink จากเว็บไดเร็คทอรี่จึงเป็นลิงค์ถาวร

3. ลิงค์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (High Trust Links) : การ Submit Web Directory ส่วนใหญ่จะใช้คนในการตรวจเว็บไซต์และอนุมัติ ลิงค์ที่มาจากเว็บไดเร็คทอรี่ จึงเป็นลิงค์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง

4. ลิงค์ที่มีความเกี่ยวข้อง (Niche Relevant Backlinks) : เนื่องจากเว็บไดเร็คทอรี่ จะแสดงรายชื่อเว็บไซต์ตามหมวดหมู่ที่ลงทะเบียนไว้ ลิงค์จาก้ว็บไดเร็คทอรี่ จึงเป็นลิงค์ที่มาจากหมวดหมู่เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง และยังช่วยให้ Search Engine รู้จักประเภทของเว็บไซต์ผ่านหน้าหมวดหมู้ง่นั้นมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการทำอันดับเว็บไซต์ในคำค้นหาหมวดหมู่นั้นๆได้ดี

5. ลิงค์ที่ไม่มีการสแปมคีย์เวิรด (No Keywords Spam Backlinks) : เว็บไดเรคทอรี่มีคุณลักษณะที่ Google หรือ Search Engine ต่างๆคุ้นเคย ที่มีเพียงข้อมูลสำคัญ เช่นชื่อเว็บไซต์ คำอธิบายเว็บไซต์อย่างย่อ ข้อมูลทางธุรกิจ ซึ่งไม่มีการทำสแปมคีย์เวิร์ด ต่างจากลิงค์บทความ คอมเม้นต์ โปรไฟล์ หรือลิงค์อื่นๆ ที่ระบุคีย์เวิร์ดในลิงค์ได้เต็มที่ และนับตั้งแต่มี Search Engine มา เราจึงยังไม่เคยเห็น Google ออกอัลกอลิทึมเพื่อคัดกรองลิงค์ที่มาจากเว็บไดเร็คทอรี่เลย นั่นเพราะ มันคือลิงค์คุณภาพเพื่อธุรกิจออนไลน์จริงๆ

6. ลิงค์ที่มีการระบุสถานที่ตั้ง (Local SEO Links) : หลายคนคงคุ้นเคยกับเว็บ Yellowpages (เว็บสมุดหน้าเหลือง) ซึ่งจัดเป็นเว็บไดเร็คทอรี่ เพื่อธุรกิจท้องถิ่นโดยเฉพาะ เป็นตัวอย่างลิงค์ที่ดีในการทำอันดับท้องถิ่น หรือที่เรารู้จักกันว่า Local SEO เนื่องจากเป็นไดเรคทอรี่ที่ระบุทั้งเว็บไซต์และที่อยู่ของสถานที่ตั้ง ซึ่งปัจจุบันหลายๆเว็บได้เรคทอรี่ได้พัฒนาให้มีข้อมูลธุกิจเพิ่มเติมด้วย ตัวอย่างหากเรามีเว็บไซต์และบริการอยู่ใน ประเทศไทย การมีแบ็คลิงค์จากเว็บไดเร็คทอรี่ประเทศไทยนั้นจะช่วยส่งเสริมการทำอันดับใน Google.co.th (กูเกิ้ลประเทศไทย) ได้ดีกว่าแบ็คลิงค์ประเภทอื่นๆ

โดยภาพรวมแบ็คลิงค์จากเว็บไดเร็คทอรี่ จัดเป็นแบ็คลิงค์ที่ดี เพิ่มค่าความนิยม ความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้ Search Engine ต่างๆ เข้าถึงและรู้จักเว็บไซต์มากขึ้น เข้าใจหมวดหมู่เว็บไซต์ของคุณ รวมถึงพื้นที่กลุ่มเป้าหมายท้องถิ่นของคุณ และในอนาคตคุณไม่ต้องกังวลว่าลิงค์จะลดลง หรือถูกคัดกรองโดยอัลกอลิทึมใหม่ ทั้งหมดนี้จึงช่วยส่งเสริมการทำอันดับ SEO ให้เว็บคุณเป็นอย่างดี

 

 

ทำความรู้จัก Google Directory และ Dmoz Open Directory

หลายคนไม่เคยรู้ว่า Search Engine ส่วนใหญ่ต่างก็มี Directory เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Google, Yahoo, Microsoft ถึงแม้วันนี้จะได้ปิด Service ไปเพื่อให้บริการ Search Engine อย่างเต็มรูปแบบก็ตาม แต่ก็ไม่อาจลืม Directory ที่โด่งดังอย่าง Dmoz Open Directory (Dmoz.org) ได้เลย เรียกได้ว่า เว็บไหนก็ตามที่ได้รับการอนุมัติให้อยู่ในสารบัญเว็บไซต์ของ Dmoz เหมือนได้บัตร VIP ในการทำ SEO ของ Google เลยทีเดียว

Google Directory

Google มีระบบ Search Engine ที่พัฒนาแล้วก็จริง แต่เนื่องจากฐานข้อมูลเว็บไซต์ของ Google ในระบบการค้นหานั้น เป็นการนำเข้าอัติโนมัติโดย Google Spider ซึ่งยังไม่สามารถวิเคราะห์จำแนกหมวดหมู่เว็บไซต์ได้ดี จึงได้มีการจัดทำเว็บ Directory ด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า Google directory

ในครั้งนั้น Dmoz.org จัดได้ว่าเป็น เว็บไดเร็คทอรี่ ที่มีคุณภาพมากที่สุด เพราะทุกเว็บจะต้องได้รับการอนุมัติเว็บไซต์ด้วยเจ้าหน้าที่เท่านั้น มีการตรวจสอบเว็บไซต์จริง Google จึงได้ให้ความสำคัญกับ Dmoz มาก ถึงกับร่วมใช้ฐานข้อมูลของ Dmoz ในการขับเคลื่อน Google directory และยังให้ความสำคัญจัดอันดับเว็บไซต์ที่อยู่ในฐานข้อมูลของ Dmoz เช่นกัน

ในช่วงเวลานั้นหลายๆเว็บไซต์ ที่ต้องการติดอันดับใน Google Search Engine จึงมีความพยาม Submit Directory กับ Dmoz ให้ได้ แต่เมื่อ Google ได้พัฒนาระบบ Search Engine ได้สมบูรณ์แล้ว จึงได้ประกาศยุติ Google Directory และแจ้งผู้ใช้งานว่า หากต้องการใช้งาน Directory สามารถเข้าช้งานได้ที่เว็บไซต์ Dmoz.org

Dmoz Open Directory หรือ Dmoz.org

เว็บไดเร็คทอรี่ ที่ได้รับการสนับสนุนจากเว็บชื่อดัง AOL.com ซึ่งการจัดเก็บรวมรวมข้อมูลเว็บไซต์ต่างๆ ต้องได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่เท่านั้น นับได้ว่าเป็นเว็บไดเร็คทอรี่ที่ได้รับการอนุมัติยากที่สุด แต่หากได้รับการอนุมัติแล้วเว็บของคุณก็จะได้รับการันตีอย่างดี

ทั้งนี้ Dmoz เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1998 และได้ยุติการทำงาน ประกาศปิดตัวไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2017 เนื่องจาก Aol.com ไม่ให้การสนับสนุนต่อ แต่ทั้งนี้แม้ตัวเว็บไซต์เดิมจะปิดการใช้งานไป Dmoz ก็ได้มีความพยามพัฒนาต่อโดยใช้ชื่อเว็บไซต์ใหม่แทน คือ dmoztools.net แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งท้ายที่สุดพัฒนามาเป็น Curlie.org

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง Google Directory และ Dmoz Open Directory  จะเห็นได้ว่า Search Engine และ Directory ทำงานบนฐานข้อมูลเหมือนกัน แต่ แพลตฟอร์มระบบการทำงานต่างกัน จึงไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ แต่สามารถใช้ฐานข้อมูลพัฒนาการวิเคราะห์ประมวลผลร่วมกันได้

โดย Search Engine จะให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นหลัก ส่วนเว็บ Directory จะช่วยให้ Search Engine รู้จักเว็บไซต์มากขึ้น ว่าอยู่หมวดหมู่ไหน ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ และส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

 

 

รู้หรือไม่ว่า เว็บไดเร็คทอรี่ (Web Directory) ทำงานอย่างไร

เว็บไดเร็คทอรี่ (Web Directory) มีระบบทำงานในไม่ซับซ้อนมากนัก หลักๆ จะทำงาน 2 ส่วนคือ จัดเก็บข้อมูล และแสดงผล ดดยทั้งหมดจะทำงานจากฐานข้อมูลกลาง

1. จัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์ตามหมวดหมู่ เข้าระบบฐานข้อมูล

การจัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์ เว็บไดเร็คทอรี่ (Web Directory) เป็นการจัดเก็บข้อมูลแบบ manual ผู้ใช้งานหรือผู้ดูแล จะเป็นผู้ที่นำเข้าข้อมูลเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลด้วยตัวเอง โดยกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ของเว็บไดเร็คทอรี่ เพื่อลงทะเบียนเพิ่มเว็บไซต์เข้าสู่ฐานข้อมูลเว็บไดเร็คทอรี่ หรือที่เราเรียกว่า SUBMIT WEBSITE, SUBMIT URL, WEB SUBMISSION จะมีข้อมูลหลักๆที่จำเป็น 4 ส่วนด้วยกันคือ

  1. Website หรือ URL ที่ต้องการเพิ่มเข้าสู่ระบบ
  2. ชื่อเว็บไซต์ หรือ หัวข้อหลักของเว็บไซต์
  3. คำอธิบายเว็บแบบย่อ ส่วนใหญ่อยู่ที่ไม่เกิน 300 ตัวอักษร แต่อาจจะมีบางเว็บไซต์ที่ให้ใส่ข้อมูลได้มากถึง 1000 ตัวอักษร
  4. หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

ตัวอย่างแบบฟอร์มการ SUBMIT WEBSITE

submit website

 

2. แสดงข้อมูลในแต่ละหมวดหมู่ตามฐานข้อมูลที่มี

เว็บไดเร็คทอรี่ (Web Directory) จะแสดงรายชื่อเว็บไซต์ในแต่ละหมวดหมู่ ตามฐานข้อมูลที่มี ซึ่งรายชื่อเว็บที่แสดงนั้นมีการจัดอันดับรายชื่อเว็บไซต์ หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก็มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

  1. เว็บไดเร็คทอรี่จัดอันดับเว็บไซต์จากลำดับตัวอักษร  เนื่องจากง่ายต่อการค้นหา แต่เมื่อข้อมูลเยอะขึ้นทำให้เว็บไซต์ที่อยู่ลำดับท้ายไม่ถูกแสดงผล และบ่อยครั้งที่พบว่าบางเว็บไซต์ปิดทำการไปแล้ว ทำให้เว็บไดเร็คทอรี่จำนวนมาก ยกเลิกการจัดลำดับด้วยตัวอักษรออกไป
  2. เว็บไดเร็คทอรี่จัดอันดับเว็บไซต์จากลำดับการลงทะเบียนใหม่ล่าสุด เพื่อแก้ปัญหาการแสดงผลเว็บไซต์เก่าปิดทำการไป แต่ก็ยังพบกับปัญหาตามมา คือเว็บไซต์เก่าแก่ที่ได้รับความนิยมไม่ได้ถูกจัดอันดับต้นๆ
  3. เว็บไดเร็คทอรี่จัดอันดับเว็บไซต์จากลำดับการลงทะเบียนด้วยการสุ่ม (Random Listing) เว็บไซต์ในหมวดหมู่เดียวกัน การจัดอันดับเว็บไซต์เช่นนี้ ลดปัญหาได้ แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากนัก
  4. เว็บไดเร็คทอรี่ (Web Directory) จัดอันดับเว็บไซต์ด้วยระบบค้นหา (Search) มีการใส่คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ที่เรารู้จักกันในชื่อ tag , keyword เข้ามาช่วยจัดอันดับการค้นหาข้อมูล เว็บไซต์ต่างๆในฐานข้อมูล ถือเป็นการตอบโจทย์ผู้ใช้มากกว่า การจัดลำดับทั้ง 3 ระบบแรก

ปัจจุบันการจัดอันดับเว็บไซต์ของเว็บไดเร็คทอรี่ (Web Directory) ได้รับการพัฒนาควบคู่กับระบบ Search Engine แต่ระบบการค้นหาช่วงยุคแรกๆ ก็ยังมีอยู่บ้าง เช่นการจัดอันดับแบบสุ่ม (Random Listing) เป็นต้น

เว็บไดเร็คทอรี่ Web Directory คืออะไร

เว็บไดเร็คทอรี่ (Web Directory) คือ เว็บไซต์ที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ต่างๆ แยกตามหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ใช้งาน เข้าถึงรายชื่อเว็บที่ตรงความต้องการ เปรียบเสมือนหนังสือคู่มือนักท่องเว็บ หนังสือสารบัญเว็บไซต์ ที่จะมีรายชื่อเว็บแต่ละหมวดหมู่ที่เราค้นหา

หากเราต้องการข้อมูลหมวดหมู่ไหน ก็เปิดเข้าไปที่หน้าหมวดหมู่นั้นได้เลย ในหน้าหมวดหมู่ก็จะมีรายชื่อเว็บต่างๆที่เกี่ยวข้องแนะนำให้เราเข้าไปเยี่ยมชม เว็บไดเร็คทอรี่ ก็เช่นกัน มีข้อมูลเว็บไซต์ต่างๆ เพียงแต่เราเรียกชื่อตามการใช้งาน ดังนั้น เว็บไซต์ที่มีการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เหล่านี้เราจึงเรียกว่า เว็บไดเร็คทอรี่

 เว็บไดเร็คทอรี่ Web Directory คืออะไร

หลายคนอาจจะไม่รู้จัก หรือไม่เคยเห็นหนังสือคู่มือนักท่องเว็บ ช่วงที่ Internet เข้ามาใหม่ๆ ยังไม่มี Google ส่วนใหญ่ยังใช้ MSN search, AltaVista, LyCos , Yahoo ,… ซึ่งยังไม่มีฐานข้อมูลเว็บที่มากพอ ในการแสดงผลได้ตรงความต้องการผู้ใช้งาน

 

หนังสือคู่มือท่องเว็บไซต์

สำนักพิมพ์ต่างๆ จึงได้จัดทำให้มีหนังสือรวมรวมรายชื่อเว็บไซต์ที่น่าสนใจ เพื่ออำนวยความสะดวกการใช้งานอินเตอร์เน็ต เป็นที่มาของ คู่มือนักท่องเว็บไซต์

เมื่อเวลาผ่านไป ได้มีการพัฒนาการค้นหาข้อมูลได้โดยตรง จาก เว็บไดเร็คทอรี่ และ Search Engine ซึ่งแสดงผลได้ถูกต้อง รวดเร็วและข้อมูลใหม่กว่า หนังสือคู่มือท่องเว็บไซต์จึงไม่ได้รับความนิยมในเวลาต่อมา จนถึงปัจจุบัน